http://www.shop2thai.com/shop/Suzstar

Romantic Erotic Love
 
  ยอดนักอ่าน
 
เปิดเมื่อ   24 พ.ย. 2554
นักอ่าน 3,440
นิยาย 13
หมวดหมู่นิยาย 5
 
 
  หมวดหมู่นิยาย
 
Boy Love (3)
Erotic (2)
Romance (3)
แจกฟรี อ่านฟรี (3)
ดาร์ก สะอื้น (2)
 
 
  เมนูหลัก
 
หน้าแรก
Venus909
คิดถึงก็ทักมา
จากใจ
การชำระเงิน
เว็บบอร์ด
คำถามที่พบ
หมวดหมู่นิยาย
แจ้งการส่งของ
 
 
  สมาชิกเข้าสู่ระบบ
 
ชื่อผู้ใช้
:
รหัสผ่าน
:
 
 
 
  ปฎิทินและเวลา
 
 
 
  แบบสำรวจความเห็น
 
โหวต ปลดล็อคนิยาย ประจำเดือนกันยายน ค่ะ
วาย / เกลียดดีนักจะทำให้รักมากมาย
รักโรมานซ์ / TGA รักละมุน
อิโรติก /อ่อยรัก นายซื่อบื้อ
วาย / Yes or No
โรมานซ์ แซ่บ / ร่าน ราวี
 
 
 
Venus909
 
  One Night (3P)
 

ติดอกติดดใจ ตามต่อในฉบับ Ebook
ราคาเพียง 99.- เท่านั้นค่ะ



มีเล่มกระดาษพร้อมส่งจ้า คลิกเลย


 

 

“ พรหมลิขิต อาจไม่มีความหมาย

ถ้าหัวใจ ยังอบอุ่นดี ”

 

 

1

คืนที่ 1

Rinjung‘s Part

                อากาศยามเช้าของวันใหม่ที่สดชื่น แสงแดดอ่อนๆ เสียงลมเสียงนกพลิ้วตามสายลมกลิ่นอาหารหอมยั่วจมูกน่าลิ้มลอง สาววัยกลางคนที่หน้า-ผมเป๊ะ หุ่นดีราวกับสาวแรกรุ่น ในชุดผ้ากันเปื้อน กางเกงขาสั้นเสมอก้นโชว์เรียวขาขาว อกเอวรับกันสมส่วนพิมพ์นิยม

ฟอดด... # กอดหอมจากด้านหลัง


รินจัง : " มอร์นิ่งครับแม่ หอมจังเลย"

คุณแม่ : " หมายถึงแม่หรือของกินคะลูกที่ว่าหอมเนี่ย"

รินจัง : " ก็ทั้งสองอย่างแหละครับ"

คุณแม่ : " จะสายแล้วนะเรา ไปปลุกพี่รินได้แล้วปะ"

รินจัง : " เอ่อ...ให้ปลุกรินซัง ผมไม่กล้าหรอก"

คุณแม่ : " ไปเถอะลูก พี่เค้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอรินจัง"

รินจัง : " พี่ไม่น่ากลัวพี่น่ารัก แต่พี่ไม่ชอบรินจัง"

คุณแม่ : " ทำไมคิดยังงั้นล่ะลูก เราสองคนก็เหมือนคนๆ เดียวกัน เกิดมาพร้อมกัน มีอะไรก็ต้องแบ่งปันกัน พี่เค้าจะเกลียดตัวเค้าเองทำไมลูก”

    

                  ผมจำต้องคลายวงแขนออกและเดินกลับขึ้นไปชั้นสองแต่โดยดี ร่างผมรู้สึกสั่นเวลานอนคือเวลาที่รินซังมีความสุขที่สุด ห้องนอนเราทั้งสองเป็นห้องแฝดทรงตัวแอลประกบกันมีทางเดินเล็กๆ และประตูเชื่อมไปมาหากันได้ตลอดเวลา คนนอกจะไม่รู้เพราะมันเป็นทางบิวท์อินขึ้นมาใหม่ผมชอบเข้ามานั่งดูรินซังตอนหลับ มองอยู่เฉยๆ ก็มีความสุขแล้ว มือเอื้อมไปบิดประตูตรงทางเข้าปกติร่างสูงนอนก้มหน้าฟุบกับที่นอนอย่างสบายอารมณ์ ภายในแต่งโทนสีเข้มตัดกับผิวเนียนมืดขนาดนี้จะรู้ได้ไงว่านี่มันกี่โมงแล้ว รินซังยังนอนนิ่งผมรู้สึกประหม่าแต่ก็ต้องรีบปลุก เอื้อมมือไปตีต้นแขนเบาๆ ร่างรินซังเริ่มตอบสนองงัวเงียส่งเสียงรำคาญ

อืมม...อืม...อาราย

      

               พลิกซีกหน้าออกจากหมอนมางึมงำใส่ผม มือเริ่มปัดป่ายอยู่ในอากาศไล่ผม ก่อนจะคว้าข้อมือได้และฉุดให้ร่างล้มไปกลิ้งทับบนตัวร่างสะลึมสะลือพลิกขึ้นทับทันที ผมถูกตรึงด้วยร่างอุ่นหน้าซุกอยู่ที่อกเปลือกตายังปิดสนิท รู้สึกแปลกๆ ที่นอนอยู่ในท่านี้แต่มันก็รู้สึกดี เพราะรินซังไม่ยอมโดนตัวผมมานานแล้ว หน้าสวยเลยคลี่ยิ้มอัตโนมัติ ฝ่ามือลูบแผ่นหลังคนบนร่างอย่างลืมตัวแรงกอดตอบสนองกลับจากคนที่หลับใหลยิ่งมีความสุข

     

           ก็สุขอยู่ได้ไม่นานมือที่รวบแขนไว้เริ่มคลายตัวเปลี่ยนมาสอดเข้าใต้เสื้อพลิ้วผ่านเนินท้องขึ้นมาตามแนวสูง ผมตื่นเต้นแต่พยายามสงบอารมณ์ได้ดิ้นหนีไปไหน อยากอยู่สภาพนี้อีกสักพักชายเสื้อเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นตามฝ่ามือ หน้าที่ซุกแผงอกเริ่มขยับริมฝีปากจูบซับเบาๆ เดาอารมณ์คนบนร่างไม่ออกจริงๆ ว่าตอนนี้ฝันถึงใครและกำลังฝันว่าอะไรอยู่ ปากครอบทับเม็ดอ่อนนิ่ม ขยับปากจากเบาเริ่มดูดดึงหนักขึ้นทั้งดูดทั้งกัดจนผมเผลอปล่อยเสียงคราง ต้องรีบเอามือมาปิดปากไว้ผ่อนลมให้ใจให้ร่างสงบ รอยที่ถูกกัดจนเจ็บเริ่มเสียวซ่านจากปากที่ชุ่มชื้นจูบเบาๆ ปล่อยประโลม ตุ่มที่ตอนนี้แข็งเป็นไตมือเคลื่อนสะกิดอีกข้างให้แข็งตาม


รินซัง : " ทนดีนิ ทำไมไม่ร้อง" # ถามเสียงเย้ย

รินจัง : " ตื่นแล้วก็ลุกสิ สายแล้ว"

รินซัง : " กูถามว่าทำไมไม่ร้อง"

รินจัง : " ก็เฉยๆ จะให้ร้องอะไร" # พูดแบบชิวมากๆ

รินซัง : " หรอ ไม่รู้สึกอะไรล่ะสิ"


                 รินซังลืมตาสำรวจร่างผมตอนนี้ พร้อมกับแสยะยิ้มบางก่อนจะกระซิบว่า " กูจะลงโทษมึง บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเข้ามา" เสียงแหบพร่า ทำงานพร้อมกับหลายๆ ส่วนในร่างกายร่างที่อยู่แค่ทับเริ่มขึ้นคร่อม คำแสลงกระซิบออกมาอย่างต่อเนื่องจมูกไซ้ซอกคออย่างหื่นกระหาย ริมฝีปากขบดูดจากเนินไหล่ลงไปตามช่องท้อง


  รินซัง : " ร้องสิ ร้องออกมา" # มือปิดปากกลั้นเสียงน่าอาย

รินซัง :" ห้องกูเก็บเสียง กูจะทำให้มึงครางจนไม่มีแรงพูดเลย"


                 อารมณ์ดิบฟัดร่างผมหวังจะเอาชัยชนะ ยิ่งเสียงผมอู้อี้กระเส่ามากเท่าไรยิ่งยั่วให้รินซังรุนแรงมากเท่านั้น ผมเริ่มเคลื่อนตัวหนีฝ่ามือที่บีบช่วงก้นจนขึ้นรอยถอยหลังจนตอนนี้พิงหัวเตียงกึ่งนั่งกึ่งนอนมือที่ขย้ำก้นกลมเริ่มเคลื่อนมาด้านหน้าลูบไล้แท่งร้อนมือกำแน่นชักขึ้น-ลงรัวทำให้ผมยั้งเสียงไว้ไม่ไหว


 " อ๊ะ อ๊ะ อ้าาา...บะ...บะ...เบาหน่อยสิ"  # รินซังยิ้มพอใจ

รินซัง : " ไม่อยากเจ็บตัวก็ร้องออกมาสิ"

รินจัง : " ไอ้โรคจิต"


                ยิ่งด่ายิ่งกระตุ้นอารมณ์  รินซังบีบกรามผมให้เชิดหน้ารับรสจูบดิบได้อย่างเต็มที่ปลายลิ้นเข้ามาดูดชิมโพลงปากอย่างไม่ได้รับเชิญ ยิ่งผมดิ้นหันหนียิ่งบีบแน่นจนเจ็บร้าวเสียงอู้อี้บ่นประท้วงที่ไม่มีอากาศให้หายใจ คนบนกายดูดปลายลิ้นจนมันหวานผมรู้สึกตัวลอยพร่ากับบทจูบที่รุนแรงแต่ยั่วยวน ก่อนรินจะกระซิบมา


  รินซัง : " อยากให้กูทำต่อก็ถอดเสื้อผ้าออก"


                 สายตาเย้ยหยันท้าทายผมรู้ว่ารินซังต้องการให้ผมกลัวและไม่มายุ่งกับเค้าอีก แต่ผมใช่จะยอมคนซะที่ไหน หลบสายตาที่จ้องทุกการกระทำก่อนดึงชายเสื้อขึ้นเพื่อถอดมันออก " มึงคิดให้ดีนะ ถ้าอยากขนาดนั้นก็จะเอาให้บานเลย" # กูเตือนมึงนะรินจัง


                 ผมเม้มปากช่างใจก่อนจะสลัดเสื้อให้พ้นจากร่างโชว์ผิวสวยส่งสายตาเย้ยหยันไม่เกรงกลัวออกไป ฝ่ามือที่กำไว้จนชื่นตรงเข้าประครองหน้ารินซัง ประกบปากจูบแผ่วเบาไร้การตอบสนองใดๆ ร่างรินซังที่ดันผมมาจนชิดหัวเตียงยิ้มบางๆ ก่อนจะชันตัวขึ้น บีบกรามผมให้ไปอยู่ใกล้ๆ


รินซัง : " ทำให้กูสิ"

รินซัง : " อยากจะรู้ ว่ามึงเด็ดสักแค่ไหน"


                 ผมดึงกางเกงออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ มือรินซังยังบีบค้างไว้เร่งการกระทำของผม หน้าผมอยู่ใกล้พ่วงนิ่มแค่คืบ ก่อนที่ฝ่ามือจะบีบเน้นให้ผมอ้าปากรับพวงนั้นเข้ามา ปากที่พร่ำออกคำสั่งคือปากที่สร้างความเจ็บปวดให้ผมมาตลอด ปลายลิ้นเลียขาอ่อนแผ่วเบารอยแยกสามเหลี่ยมที่มีเส้นขึ้นหนาถูกจัดระเบียบด้วยลิ้นร้อยอย่างเอาใจ ก้อนกลมๆ ถูกดูดดึงจนเจ้าของเผลอครางกระเส่า แท่งเอ็นปูดแข็งเต็มลำพร้อมรบทันทีที่ปากผมครอบทับ ฝ่ามือที่เคยรุนแรงก็ลูบหัวผมอย่างอ่อนโยนเอาใจแววตาที่ก้มมองลงมาอ่อนโยนจนผมคิดว่าฝันไป เคลื่อนตามแรงบังคับของฝ่ามือความยาวทิ่มไปถึงคอหอยจนผมสำลักแต่ก็ยังยอมทำต่อ หางตามีริ้วน้ำตาบ่งบอกว่าผมทรมานเหมือนกัน ฝ่ามือหนาเกลี่ยหยดน้ำตาให้อย่างทะนุถนอม


รินซัง : " มึงจะเจ็บกว่านี้อีกหลายเท่า เปลี่ยนใจยังทัน"


                 น้ำเสียงปกติที่พูดกับผมในขณะที่แท่งร้อนยังคาปาก ผมยังขยับขึ้น-ลงตลอดเหมือนบอกว่าผมไม่เอาไหนเลย รินซังไม่รู้สึกถึงความเสียวซ่านเลยสักนิด ผมยิ่งเร่งปากให้ดูดแรงๆ มือช่วยขยับถี่จนเจ้าของแท่งเชิดหน้าครางไม่ได้ภาษา อีกไม่นานรินซังต้องแตกใส่ปากผมแน่ แล้วผมก็จะเป็นผู้ชนะที่สามารถปลดปล่อยรินซังได้ ฝ่ามือหนาดันตัวผมออกทันที ก่อนจะเป็นฝ่ายกระหน่ำจูบซุกไซ้ร่างผมซะเอง


  รินซัง : " ถอดกางเกงออกซะ" # กูจะไม่ไหวแล้วนะรินจัง


                พูดจบร่างรินซังก็ละออกจากตัวผมไปนั่งขอบเตียงทันที ผมรู้สึกได้ว่าเหงื่อผุดเต็มใบหน้าเลือดสูบฉีด แต่รินซังพยายามสะกดกลั้นไว้กางเกงหลุดพ้นออกจากร่าง ผมสอดมือไปกอดรินซังจากด้านหลังพ้นลมหายใจอุ่นที่ต้นคอ


  รินซัง : " มานั่งตักกูนี่"


                 ผมลุกมาจะทิ้งร่างบนตักรินซัง มือหนาจับเข้าที่ช่วงเอวก่อนจะดึงไม่ให้ผมนั่งลงไป ผมตวัดสายตามองทันที ริมฝีปากยื่นมาจูบผมอย่างร้อนอีกครั้งสองมือถูกรวบไว้ รินซังใช้กางเกงตัวย้วยของตัวเองมัดผมไว้ลวกๆ ความรู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่ที่ร่างกายไร้อิสรภาพ บทจูบที่เร้าร้อนยิ่งเปลี่ยนผมไปทันที


                แขนรินซังล็อคเอวไว้หน้าซุกไซ้แผ่นหลัง มืออีกข้างลูบขาอ่อนด้านหลังขึ้นขยำก้อนกลม   มือที่ล็อคเอวเริ่มขยับแก่นกลางให้ผม เมื่อมาจนถึงจุดนี้ ผมคงไม่กลั้นเสียงไว้อีกแล้วเปล่งเสียงหวานครางตามจังหวะที่รินซังมอบให้ รู้สึกถึงสิ่งที่เย็นชื้นอยู่ร่องด้านหลังหน้าหล่อๆ ของรินซังจมหายไปที่ปั้นท้ายกลมมือแยกร่องเผยช่องเชื่อมต่อให้เด่นขึ้น ผมกระตุกตัวปลดปล่อยครั้งแรก ร่างกายของรินซังยังเสพทุกส่วนอย่างต่อเนื่อง โก้งโค้งให้สะโพกลอยเด่นรับริมฝีปากอย่างเอาใจ น้ำลายที่เปียกชุ่มเป็นสารหล่อลื่นที่รินซังใช้เพื่อสอดนิ้วเข้าไปในร่างผมกว่าจะเข้าไปจนสุดได้ ผมก็ครางกระเส่าด้วยความเจ็บปวด


  รินซัง : " เล่นของตัวเองให้กูดูหน่อย" # ผมรู้สึกงงกับคำสั่งนี้


                 รินซังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปกลางที่นอนดึงขาสองข้างของผมให้ชันคร่อมร่างรินซังไว้บั้นท้ายยังเปียกชื้น เพราะรินซังเลียให้อย่างต่อเนื่อง นิ้วขยับเข้า-ออกจนจุกไปหมด มืออีกข้างแกะมัดกางเกงออก

  รินซัง : " ทำแบบที่กูทำเนี่ย"


                มือข้างที่ถนัดถูกดึงอ้อมไปด้านหลัง ผมเก้ๆ กังๆ ที่จะทำตามฝ่ามือหนาลูบท้องน้อยปลอบประโลม "โชว์ให้กูดูซิมึงเด็ดขนาดไหน" คำพูดที่เปล่งออกมายังทิ้งลมอุ่นๆ ไว้ที่บั้นท้ายผมปลายนิ้วผมวนจนมันเข้าไปได้แต่ยังไม่สุด ผมเหลียวหลังมองหน้ารินซังที่ตอนนี้จ้องทุกการกระทำของผมไม่วางตา สายตาดำขลับปลุกอารมณ์ดิบในตัวผมให้กระหนำรั่วนิ้วไม่หยุดครางยั่วจนแท่งของรินซังเองก็ตื่นตัวฝ่ามือหนาเอื้อมมารีดน้ำให้ผมทั้งๆ ที่เพิ่งปล่อยไปจนมันแตกมาอีกรอบ


รินซัง : " อย่าเอามือออกนะ ทำต่อไป"


                 มือที่ไร้เรี่ยวแรงยังหมุนนิ้ววนต่อไปขาสั่นจนหน้าที่เคยเชิดฟุบกลับที่นอนเพื่อประคองก้นไว้รู้สึกถึงความตรึงคับ เมื่อมีนิ้วเพิ่มเข้ามาผมฟุบหน้าเหลือบมองมือผมประสานกับมือรินซังนิ้วเรากระแทกใส่รัว  จากที่จุกอยู่เริ่มโดนจุดเสียวจนเผลอครางเสียงหลง รินซังยิ้มอย่างพอใจก่อนจะตบแรงๆ ที่ก้นขาวแหวกร่องออกกว้างๆ ภาพที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้คือรินซังขึ้นคร่อมร่างผมสอดแท่งร้อนเข้ามามือผมคงไม่จำเป็นแล้ว จังหวะที่รินซังมอบให้ทำให้โลกของผมสั่นไม่เป็นจังหวะและค่อยๆ มืดดับไป


คุณแม่ : " อ้าว!! รินซัง ไหนแม่ให้น้องไปตามเราแล้วทำไมลงมาคนเดียว"

รินซัง : " ผมใช้ให้มันลอกการบ้านให้อยู่น่ะแม่ วันนี้คาบเช้าว่าง"

คุณแม่ : " งั้นลูกก็ขับรถไปกันเองนะ แม่รีบไปประชุมก่อน"

รินซัง : " ครับ"

คุณแม่ : " แม่ทำน้ำมะนาวให้น้องด้วย เอาขึ้นไปให้น้องสิ" # แววตาแม่ยิ้มล้อ

 

 


2

คืนที่ 2

Darin’s Part

@ มหาลัยชื่อดังใช้แบงค์พันแทนร่มบังแดด


                เคยอ่านเจองานวิจัยตัวหนึ่งที่ว่า คนที่นอนเยอะๆ สามารถเพิ่มระดับไอคิวสมองได้ # ผมไม่ได้ขี้เกียจนะครับ ผมใช้กฎข้อนี้กับการใช้ชีวิตมาตลอด เข้านอนสี่ทุ่มตื่นเจ็ดโมงเช้าไม่ชอบให้ใครปลุกไม่ชอบคนมั่นหน้าใส่ ไม่ชอบคนตัวขาว ไม่ชอบคนปากแดงร่างบาง ครางเสียงใสๆ ในตอนนี้เลย แต่ผมหยุดมันไม่ได้ ผมทำไปโดยสัญชาตญาณของหัวใจ

รินจัง (Image) // แฝดผู้น้อง ผิวขาวสไตล์ลูกคุณหนู ร่างบาง อกไม่ผายก้นงอนงามขัดกับเอวคอด อ้อนแอ้นสไตล์ผู้ชายเรียบร้อยวันๆ สิงตัวอยู่แต่กองหนังสือ เข้าครัวทำอาหาร บางทีผมก็คิดว่าผมมีน้องสาวนะหนุ่มหลายคนยังอยากจีบด้วยซ้ำ แต่ถ้าวันนี้รินจังเป็นผู้หญิงผมคงทำผิดมากแต่เพราะเค้าเป็นผู้ชายผมถึงทำทุกอย่างตามที่เสียงหัวใจผมต้องการ


ร่างบางบ่นอิดออดตลอดทางตั้งแต่ขึ้นรถมาดูกระสับกระส่ายผมเอื้อมมือไปอังหน้าผากตอนที่รถติดไฟแดงแทบสะดุ้งตัวร้อนจัดขัดกับอุณหภูมิแอร์ในรถ


ผม : " รินจัง นี่มึงแน่ใจนะว่าไหว"

รินจัง : " อืม"

ผม : " กูวนกลับไปส่งที่บ้านไหม?"

รินจัง : " ไม่เอา กูมีเทสเก็บคะแนน"

ผม : " แมร่ง!! ไปเทสสภาพนี้ มึงคงทำได้หรอก"

รินจัง : " เออ!! กูเก่ง มึงลืมไปแล้วหรือไง"

ผม : " ใช่เก่ง โดยเฉพาะปากมึง" # สายตาและน้ำเสียงเย้ย


                 ผมวนรถไปส่งรินจังที่หน้าตึก บรรยากาศช่วงสายๆ แบบนี้แดดร้อนระอุค่าเทอมแพงขนาดนี้ น่าจะติดแอร์ที่ทางเดินมันด้วยเลยนะ ผมละสงสารคนร่างบางผิวขาว ยิ่งโดนแดดยิ่งขาวอมชมพู ผิดกับผมมาทางเข้มกร้านแดด สไตล์นักกีฬา


ผม : " ให้กูเดินไปส่งมึงที่ตึกไหม?"

รินจัง : " กูไม่ใช่เด็กนะ ไม่หลงหรอก"

ผม : " ปากดีนักนะมึง ลงเดินให้ได้ก่อน"

รินจัง : " ห่วงเหรอ?"

  ผม : " อืม ก็โดนกูไปมึงคงเจ็บน่าดู"


                 ผมพูดออกไปตรงๆ แอบเห็นหน้าของร่างบางอมยิ้มน้อยๆ อย่างดีใจ ทำไมนะปากของผมไม่เคยคิดจะโกหกรินจังเลยซักครั้ง ทั้งที่ผมเป็นคนแพรวพราวไหลลื่นชนิดหาตัวจับยากทุกอย่างที่ผมทำ มันเรียกว่าการบริหารเสน่ห์ # แต่กับรินจังมันออกมาจากใจ


                ผมมองจนรินจังเดินหายเข้าไปในตึกก่อนจากออกไปเรียนคณะตัวเองเหมือนกัน เด็กวิศวะปีหนึ่งยังเน้นวิชาการ ผมมาเรียนก็เหมือนมานั่งเสพบรรยากาศห้องเรียนรอบๆ ตัว ถ้าไม่ติดว่าต้องมาส่งรินจัง มาเช็คชื่อเข้าคลาสผมไม่มาให้เปลื้องน้ำมันรถหรอก เนื้อหาของปีหนึ่งผมอ่านจบครบทุกวิชาตั้งแต่ช่วงปิดเทอม ก็บอกแล้วไงการพักผ่อนทำให้เซลสมองผมดี ไอคิวสูงขึ้น จริงๆ นะ


อาจารย์ : "ดารินทร์"

ผม : "ครับ"

อาจารย์ : "เทสรอบที่แล้ว เราได้คะแนนเต็มสิบนะ ยังไงช่วยมาสรุปเนื้อหาที่เพิ่งสอบไปให้เพื่อนฟังหน่อยสิ"

ผม : "ครับ"

อาจารย์ : " เนื้อหาที่ดารินทร์พูดมา อาจารย์ว่าเข้าใจง่ายมาก ถูกต้องครบถ้วนเพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่าตัวเองสอบตก ให้พยายามเข้าหาเพื่อนบ้างลองถามซิเพื่อนเรามีเทคนิคช่วยจำยังไง? แล้วทำรีพอร์ตส่งมาด้วย อาจารย์จะปรับคะแนนให้เป็นห้าคะแนน สำหรับคนที่ส่งรายงานถูกต้อง ครบถ้วนตรงเวลา ภายในวันพุธนี้นะ"


                อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าผมเรียนเก่ง # หลงตัวเอง ผมพยายามส่งยิ้มทักทายให้กับเพื่อนใหม่หลายๆ คนที่เข้ามาทำความรู้จักสาวร่างบางในชุดนักศึกษา เสื้อฟิตรัดรูปกระโปรงสั้นเอื้อมปลายนิ้วมาสัมผัสที่ต้นแขนผม พร้อมทั้งพยายามเข้ามาใกล้ๆ พูดเสียงอ่อนเสียงหวานหยอกล้อ หวังจะขอให้ผมไปช่วยติวให้เธอในวันพรุ่งนี้


แนนนี่ :"ดารินทร์คะ พรุ่งนี้ไปช่วยแนนนี่ทำรายงานส่งอาจารย์หน่อยได้ไหมคะ นะคะๆ ช่วยหน่อยนะ"

ดารินทร์ : "ผมขอดูก่อนนะ ว่าจะว่างไหม ?"

แนนนี่ : "ออ นัดแฟนไว้แล้วหรือเปล่าคะ แนนนี่รบกวนหรือเปล่า"

ดารินทร์ : "ไม่ใช่แฟนหรอกครับ ผมขอถามน้องผมก่อนว่าเค้าจะไปไหนไหม ?"

แนนนี่ : "อ๋อค่ะ งั้นขอเบอร์ของดารินทร์ไว้ได้ไหมคะ"

ดารินทร์ : "เอาเบอร์แนนมาดีกว่าครับ เดี๋ยวผมโทรบอกเอง"


                ผมรับโทรศัพท์กลับมาพร้อมกับเห็นเบอร์ที่เพิ่งกดโทรออกไปขนาดว่าเลี่ยงไม่อยากให้เบอร์แล้วนะ แต่ก็พลาดจนได้ผมไม่ได้รังเกียจอะไรเธอหรอกนะ แค่ไม่อยากเพิ่มใครเข้ามาในโลกส่วนตัวของผมอีก ไม่อยากให้ใครสำคัญกว่า พ่อแม่และรินจัง # อ่านมาถึงตรงนี้ คงรู้แล้วนะครับว่าผมไม่ชอบยุ่งวุ่นวายกับใคร โลกส่วนตัวสูง


ผม : " ไงมึงรอกูนานไหม?"

รินจัง : " สักพักแล้วล่ะ"

ผม : " แล้วทำไมมึงไม่ไปรอร่มๆ ไม่เห็นไงแดดมันร้อน”

ผม : “ มึงยิ่งไม่สบายอยู่"

รินจัง : " กูกลัวมึงมารับแล้วไม่เจอ"

ผม : " แล้วสอบได้ไหม"

รินจัง : " โห่!! ได้ทำน่ะสิ ออกอะไรก็ไม่รู้ไม่ตรงที่อ่านมาสักนิด"

ผม : " มึงอ่อนเองมากกว่า"

รินจัง : " คงใช่มั้ง กูมันไม่ได้เรื่องสักอย่างอยู่แล้วนิ"

ผม : " ไม่จริงหรอก บางเรื่องมึงก็โคตรเด็ดนะ กูคอนเฟิร์ม"

รินจัง : " ทั้งที่เราเป็นพี่น้องกัน ทำไมกูไม่เก่งเหมือนมึงบ้าง ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง"

ผม : " คนเราเหมือนกันมากๆ มันก็น่าเบื่อนะเว้ย แตกต่างอะดีแล้ว"

รินจัง : " ต่างอย่างอื่นได้ไหม" # ทำหน้าเศร้าแก้มป่องปากยื่น

ผม : " พอๆ เอางี้เดี๋ยวพาแวะร้านเค้กเจ้าอร่อยแล้วกัน จะได้อารมณ์ดีขึ้น"

รินจัง : " อืม” # รู้ใจกูที่สุด


                 ร้านเค้กเจ้าประจำที่พวกผมชอบมากินกัน เป็นร้านเล็กๆ อยู่ในซอยลึกผู้คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศโฮมสเตย์ทำไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เจ้าของร้านเป็นรุ่นพี่ที่จบจากคณะผม  ผมเลยเป็นขาประจำร้านนี้  ที่ร้านทำโฮมเมคเกี่ยวกับขนมด้วย รินจังจะเพลิดเพลินเป็นพิเศษขนมเค้กแปลกๆ วางเรียงรายยั่วน้ำลายน่าลิ้มลอง


                ผมยืนอยู่นานกว่ารินจังจะตัดสินใจเลือกได้โลกของรินจังเวลาอยู่กับขนมสีหวาน มองเพลินจนผมไม่อาจละสายตาได้แสงสีนวลที่ใช้ขับหน้าตาขนมให้น่ากินยิ่งขึ้น ขับผิวขาวละเอียดให้ยิ่งงดงามดวงตากลมใสโดยไม่ต้องใสคอนแทคเลนส์ ริมฝีปากสีชมพูอ่อนยามที่เม้มปากช่างใจมันยิ่งกระตุกให้ใจผมเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ


ผม : " กว่าจะเลือกได้นะมึง"

รินจัง : " ก็มันน่ากินทุกอย่าง"

ผม : " กูเหมาให้หมดเลยไหม จะได้ไว้กินที่บ้านด้วย"

รินจัง : " จริงหรอ? ได้หรอ? มึงจะไม่ว่ากูตะกละใช่ไหม"

ผม : " ถ้ามึงไม่เกรงใจว่าลูกค้าคนอื่นเค้าจะไม่มีกินอะนะ กูก็ซื้อให้ได้"

รินจัง : " ก็มันน่ากินทุกอย่าง"

ผม : " ไม่อะ กูเห็นน่ากินอยู่อย่างเดียว" # ผมมองสายตาวิบวับ

รินจัง : " ชิ้นไหนวะ กูไม่สั่งเพิ่มให้ไหม"

ผม : " มึงไง" # สายตาผมจริงจัง


                รอยยิ้มจางบนใบหน้า เคลือบยิ้มยั่วจนผมอยากจะกลับบ้านในตอนนี้เลยเพลงที่เปิดคลอเบาๆ กระตุ้นให้ผมละสายตาไปมองเสพบรรยากาศที่แสนจะสบายไฟสีนวลกับเฟอร์นิเจอร์งานไม้เป็นอะไรที่เข้ากันมาก


                ( กริ๊งงง กริ๊ง กริ๊งงง) เสียงโทรศัพท์เข้ามาขัดจังหวะ เสียงที่กรอกโต้ตอบกลับมาทำให้ผมนิ่วหน้านึกอยู่นาน

" ครับ"

“.....”

" ใครนะครับ"

“....”

" อืมม"

“....”

" อ๋อแนนนี่ จำได้สิครับ"

“....”

" เรื่องที่นัดกันน่ะเหรอ ผมขอคิดแป๊บนะถ้าไม่ติดอะไรก็โอเคครับ"


                 เหลือบมองคนตรงหน้ากับท่าทีที่แสร้งทำเป็นไม่อยากรู้ เริ่มไม่สบายใจสายตาผมจ้องลึกลงไปที่ตาสีน้าตาลอ่อนกลมใสที่กำลังก้มหน้าหลบตาราวกับจะอ่านใจคนตรงหน้าว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่ผมคนธรรมดาไม่ได้มีคาถาอ่านใจอะไรแต่ผมได้ยินเสียงที่พรั่งพรูมาตลอด

 // " หึ แนนนี่ผู้หญิงสินะ"

// " รินซัง รูปหล่อ รวย เก่ง สาวๆ ก็ต้องกรี๊ดเป็นธรรมดา"

// “ ใครจะเหมือนเรา ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง"

// " แม้แต่เรื่องของหัวใจ รักไม่ก็ไม่มีทางสมหวังซินะ"

// " ต้องตัดใจซินะ"

// " ทำไมไม่เกิดมาเป็นผู้หญิงนะ เฮ้อ!!"


                 ผมก้มหน้าแล้วตั้งใจฟังทุกอย่างที่ไหลเข้ามาในโสตประสาทของผมเสียงที่ตัดพ้อทำให้ผมเงยหน้ามองทันเห็นแววตาที่เศร้าหมอง


                นี่ผมตั้งใจพารินจังมาให้คลายความเครียดแต่ทำไมถึงเครียดมากกว่าเดิมนะ ผมขอตัวแยกออกไปคุยกับรุ่นพี่เจ้าของร้าน ก่อนจะคว้ากีตาร์โปร่งตัวประจำไปนั่งกลางเวทีเสียงผมเทสไมค์ปลุกรินจังจากภวังค์ทันทีสายตาที่มองมาที่ผมเหมือนสงสัยว่าผมไปทำอะไรตรงนั้น

 

                 " วันนี้อารมณ์ดีครับเลยอยากแชร์ความรู้สึกดีๆ ให้ทุกคนที่กำลังมีคำถามมากมายในหัว แต่ยังไม่มีคำตอบผมอยากให้รู้ว่ายังมีอีกคนที่อยู่ตรงนี้" ผมเกากีตาร์คอร์ทเพลงหวานคุ้นหู สายตาที่รินจังมองมาที่ผมตอนนี้เปล่งประกายวิบวับ ไม่รู้ว่าเค้าเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดไหม

ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ ที่จะเสกปราสาทงามให้เธอ
ไม่มีฤทธิ์เดช ไม่มีราชรถเลิศเลอ
แต่ฉันมีใจพิเศษ จะพาเธอผ่านคืนนี้ไป
ฉันเป็นเพียงผู้ชาย คนนี้ที่มีใจมั่นรักเธอ

... อ้างอิง http://sz4m.com/t4815  (CR. เพลง เพียงชายคนนี้)

   

               " ไม่มีฤทธิ์เดช มีเพียงใจที่ใฝ่เฝ้ารักเธอ" ทันทีที่เพลงท่อนสุดท้ายจบลงเสียงแหบเสน่ห์ลูกคอแปดชั้น เรียกเสียงตบมือจากคนทั้งร้านได้ทันที สายตาที่มองจ้องผมอยู่ตลอดปลาบปลื้มยินดี รอยยิ้มเบิกบานจนทำให้ผมใจเต้นแรงผมเดินลงจากเวทีมาที่โต๊ะ สายตาหลายๆ คู่ยังมองมาที่ผมตลอด บรรยากาศระหว่างผมกับรินจังเงียบลง มีเพียงรอยยิ้มที่ส่งตอบกลับไปมาลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ เค้าคงรู้ดีว่าผมร้องให้กับรินจังเพราะผมพามันมาแค่คนเดียว


ซี  " พี่คะ พี่ร้องเพลงเพราะมาเลยค่ะ"

ผม "ครับ"

ซี  " ซีอัดคลิปไว้ตั้งแต่ต้นจนจบเลยคะ ขออนุญาตเอาลงยูทูปได้ไหมคะ"

ผม " พี่ว่าอย่าดีกว่านะครับ เดี๋ยวคนเค้าจะอันฟอล์กันหมดนะ"

ซี "ไม่หรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ"

// " หึ สาวรุมอีกแล้วนะ หมั่นไส้!!"


                ผมไม่ใช่ผู้วิเศษจริงๆ นะครับแต่เสียงนี้ไหลเข้ามาในหูผมเองและผมก็รู้ด้วยว่ามันเป็นคำพูดของใครนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!! เสียงแห่งความคิดของรินจังผมได้ยินของรินจังคนเดียว เพราะอะไรทำไมกัน? ผมลากรินจังกลับบ้านในเวลาต่อมา เพราะผมต้องรีบเข้านอนก่อนสี่ทุ่มเพื่อระบบประสาทที่ดี ไอคิวที่ดีในรถระหว่างทางผมก็ยังฮัมเพลงเพียงชายคนนี้ตลอดทาง รอยยิ้มสดใสของคนข้างกายทำให้เค้ามีความสุข ผมก็มีความสุขไปด้วย



TALK: Rinsung


            ผมไม่ได้ฝันไปนะครับ เสียงความคิดของรินจังผมได้ยินมันจริงๆ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้ยินมันแต่เหมือนว่าผมอ่านใจเค้าออกตลอดแต่ทุกอย่างเราก็ต้องคาดเดาไปตามอารมณ์ของรินจังแต่วันนี้ไม่ใช่หรือนี่จะเป็นเรื่องดีๆ ที่สวรรค์ให้โชคสองชั้นกับผม

โชคครั้งที่ 1 ผมกับรินจังเป็นของกันและกันในวันนี้

โชคครั้งที่ 2 ได้ยินเสียงความคิดของรินจังในวันนี้

 

 


3

คืนที่ 3

Ringsung’s Part

 

                ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวผมชอบอะไร เพราะผมทำทุกอย่างได้ดีเท่าๆ กันไม่รู้ว่าจุดด้อยของตัวเองอยู่ตรงไหน จุดดีของตัวเองคืออะไร คนที่กล้าต่อว่า บ่นด่า ต่อปากต่อคำกับผมจึงเป็นคนสำคัญ


                ถ้าคุณเจอใครสักคนที่กล้าว่ากล่าวตักเตือนในสิ่งที่คุณทำผิดให้ลองเปิดใจรับฟังนะ  เพราะคนที่พร้อมจะชื่นชมมีอยู่รอบๆ ตัว แต่คนที่ติเพื่อก่อหาได้น้อยในชีวิตจริง ผมเรียนวิศวะเพราะผมชอบเครื่องยนต์กลไกหรือเรียกอีกอย่างว่า "ผมชอบควบคุม " ก็ได้


                กลไกที่หลงใหลอยู่ตอนนี้ก็เจ้าลัมโบกินี่คันงามผมตัดสินใจซื้อมันทันทีที่อ่านบทความจบ ใจความหลักๆ ก็คือคนที่ก่อตั้งลัมโบกินี่เป็นเพียงชาวไร่ ชาวนาธรรมดามีความรู้มาจากการแก้เครื่องยนต์และผลิตรถแทร็กเตอร์จนเมื่อเริ่มมีฐานะขึ้นก็ได้ครอบครองเจ้าเฟอร์รารี่คู่ใจแต่ยิ่งขับยิ่งรู้สึกไม่ถูกใจ รู้สึกถึงปัญหาหลายๆ อย่างที่ควรจะแก้ไขบึ่งรถคันงามไปหาเจ้าของเฟอร์รารี่เพื่อบอกในสิ่งที่เค้ารู้สึก คำดูแคลนที่ตอบกลับมาว่าเค้าเป็นเพียงลูกชาวนาจะรู้ถึงเครื่องยนต์ชั้นสูงได้อย่างไร เป็นแรงผลักดันให้เค้าสร้าง "ลัมโบกินี่" ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา


                คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งไม่ยอมรับฟังความรู้สึกของใคร วันนี้ผมโชคดีที่ได้พรวิเศษทำให้ผมได้ยินเสียงความคิดของรินจัง


เวลา 20.33 น.


                ลัมโบกินี่สีแดงเด่นเคลื่อนผ่านประตูออโต้เข้ามาในบ้านอย่างง่ายดายเวลานี้ก็ 2 ทุ่มแล้ว รถแปลกๆ ที่ผมไม่คุ้นเคยจอดเต็มหน้าบ้านไม่รู้ว่ามีสังสรรค์อะไรกัน เมื่อเช้าแม่ก็รีบร้อนจนไม่ได้สั่งอะไรไว้ด้วย สีหน้ารินจังงัวเงียลืมตาขึ้นมาพอดี ผมเลยถือโอกาสถอดสายเบลให้ อย่างเบามือ


ผม : " มึงขึ้นไปก่อนเลย กูเอารถไปเก็บชั้นใต้ดินก่อน"

รินจัง : " จะชิ่งก็พูดมาตรงๆ เหอะ"

ผม : " เฮ้ย!! รู้ได้ไง" # หรือมันก็ได้ยินเสียงความคิดของผมเหมือนกัน

รินจัง : " มึงก็เป็นงี้ตลอดอะ" // “ ทิ้งกูตลอด”

ผม : "..." # เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเรา

ผม : " งั้นกูเอารถไปเก็บแล้วกูตามไป กูไม่ทิ้งมึงหรอก"

รินจัง : " ตามมาจริงนะ"

ผม : " เออ"


                 การได้ยินเสียงความคิดของคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะครับ ยิ่งเป็นเสียงแผ่วๆ ของรินจังบวกกับหน้าเศร้า ผมทรมานทุกครั้งที่ได้เห็น จากนั้นก็ถอยลูกชายเข้าโรงเก็บรถ กดรีโมทลงชั้นใต้ดินเรียบร้อยแล้วขึ้นไปทักทายแขกของคุณพ่อ คุณแม่ ตามมารยาทบรรยากาศด้านในไม่อึดอัดอย่างที่ผมเตรียมใจไว้ ครอบครัวหุ่นส่วนของคุณพ่อนัดสังสรรค์กันแบบฉบับนักธุรกิจทั่วๆ ไป


  คุณแม่ : "รินจังกลับมาแล้ว เป็นไงบ้างลูกวันนี้เหนื่อยไหมคะ หิวหรือเปล่า แม่สั่งอาหารจีนที่ลูกชอบมาหลายอย่างเลย"

รินจัง : "ไม่เหนื่อยครับแม่ พี่รินซังเพิ่งพาแวะหาอะไรทานก่อนเข้ามาครับ"

คุณแม่ : "แล้วนี่พี่เราไปไหนซะล่ะ"

รินจัง : "เอารถไปเก็บครับ"

คุณแม่ : "พูดถึงก็มาพอดี มานี่มาลูกมารู้จักเพื่อนของคุณพ่อ"

คุณแม่ : "นี่คุณลุงศิรันทร์กับคุณป้ามุธิตา แล้วนี่ก็น้องศิตา รู้จักกันไว้สิ"

รินซัง : “สวัสดีครับ”


                พูดคุยกันตามมารยาทสักพักก่อนจะแยกย้ายกันกลับน้องศิตาดูจะคุยถูกคอกับรินจัง เห็นนั่งติดกันตลอด ด้วยบุคลิกที่คล้ายๆ กัน เรียบร้อย อ่อนหวาน ชอบทำอาหารเหมือนๆ กัน ผมมองสองคนนี้คุยกันเพลินตาดีเห็นแลกเบอร์กันเรียบร้อยแล้วด้วย


                ผู้หญิงเหมือนอาหารตาที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึก ถ้าผู้หญิงคนไหนร้อนแรงคนที่จ้องมองก็จะร้อนรุ่มเป็นไฟ แต่ถ้าคนไหนเรียบร้อยอ่อนหวานคนมองก็เย็นตาเย็นใจไปด้วย ความรู้สึกนี้ไม่ได้เป็นกับศิตาคนเดียว ยังเกิดกับรินจังด้วยเวลาที่ผมตั้งใจมองมัน ตั้งแต่เรื่องในวัยเด็กแม้จะผ่านมาเนินนานแค่ไหนผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีความรู้สึกที่เปลี่ยนผมไปตลอดกาล


ผม : " เดี๋ยวก่อน รินจัง"

รินจัง : " หืม!!"

ผม : " อาบน้ำเสร็จแล้ว มาหาด้วย"

รินจัง : " อืม"


                 ผมปล่อยแขนร่างบางอย่างเบามือ พูดจบก็เลี้ยวเข้าห้องผมทันที แววตาที่รินจังมองผมเหมือนเครื่องหมายคำถามที่เคลือบรอยยิ้มจางๆ เอาไว้คือนี้ผมต้องสอนการบ้านน้องสักหน่อย



Rinjung’s Part

// “ ผู้หญิงอะไรน่ารัก เรียบร้อยแต่ไม่เปราะบาง จืดชืดจนเกินไป”

// “ ศิตาขอล่ะอย่ามองรินซังแบบนั้น เธอหลงเสน่ห์เค้าแล้วซิ”


              ความคิดบ้าบอของผมตลอดการสนทนา แม้ว่าปากยังชวนคุยเจื่อนแจ้วแต่ความคิดผมก็ยังทำงาน ผมชื่นชมผู้หญิงตรงหน้าด้วยความจริงใจคนที่เรียบร้อย อ่อนหวาน แต่ไม่อ่อนแอ เปราะบางเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ใครๆ ก็อยากครอบครอง แม้รินซังจะแค่ยิ้มตอบขำๆ ไม่ได้พูดคุยอะไรแต่ผมก็รู้สึกได้ว่าคุณพ่อของเราทั้งสองตั้งใจให้เราสนิทกัน

สายตาที่ศิตา มองรินซังอ่านได้ว่า "ชอบ" แล้วละ


" อาบน้ำเสร็จแล้ว มาหาด้วย"


                ผมยืนอึ้งกับคำที่รินซังพูดออกมา ปกติรินซังไม่รับแขกหลังสี่ทุ่ม เพราะเป็นเวลานอน แต่นี่เรียกให้ผมเข้าไปหา จะให้ไปทำแบบนั้นหรือ

เปล่านะ? ไม่นะ!! ถึงผมจะยอมเป็นของรินซังแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แรงงานได้ทั้งเช้า-กลางวัน- เย็น-ก่อนนอนนะ ร่างก็พังกันพอดี 


                ความคิดนี้สวนทางกับการกระทำผมมาก ผมรีบอาบน้ำสระผมใช้โลชั่นกลิ่นหอมจางๆ ที่รินซังชอบ ใส่ชุดนอนแขนยาว-ขายาวสีขาวเช็คสภาพตัวเองจนมั่นใจแล้วก็เคาะนิ้วลงที่ประตูทันที ไม่นานร่างผมก็เข้ามาในห้องของรินซังทางประตูหน้าอีกครั้ง


รินซัง : " มาซะเป็นทางการเลยนะ"

ผม :" อะไร"

รินซัง : " นี่เตรียมตัวนอนหรือจะไปไหน กลิ่นมันถึงได้เหม็นฉุนขนาดนี้"

ผม : " หอมจะตายไม่เหม็นสักหน่อย แล้วเรียกมาทำอะไรเนี่ย"

รินซัง : " ก็เห็นว่าพรุ่งนี้มีเทสนิ ก็เลยจะติวให้ เทสวิชาอะไรล่ะ"

ผม : " การจัดการบัญชีน่ะสิ ตกแน่ สั่งให้ทำรายงานเลยน่าจะง่ายกว่า”

รินซัง : " กลับไปเอาหนังสือมาไป เดี๋ยวหาข้อมูลรอ" ผมทำท่าจะเดินย้อนออกไปทางเดิม

รินซัง : " เฮ้ย!! ไปข้างหลังก็ได้ ง่ายกว่า" # หมายถึงทางลับ

ผม : " เออๆ"

รินซัง : " ชอบประตูหลังมากกว่าว่ะ ส่วนตัวดีไม่ต้องใช้ร่วมกับใคร"


                ผมแอบเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งออกมา จังหวะที่เผลอสบตาทำให้หน้าร้อนแผ่วรีบก้มหน้าหลบสายตา ขาแข็งเงอะงะไม่รู้จะก้าวไปทางไหนก่อนดี รู้สึกว่าตัวเองเดินชนมั่วไปหมดกว่าจะรู้สึกตัวผมก็ยืนอยู่ฝั่งห้องตัวเองเรียบร้อยแล้ว สูดหายใจเข้าปอดให้เต็มที่ หายใจลึกๆ ผ่อนคลายความตื่นเต้นก่อนจะรีบหยิบหนังสือแล้วกลับไปที่ห้องเดิม


                เสียงปริ้นเตอร์ทำงานต่อเนื่อง กระดาษออกมาทีละแผ่นจนครบ รินซังเดินไปหยิบกระดาษส่วนหนึ่งมายื่นให้ผม

รินซัง : " อันนี้พรีเทสนะ มี 30 ข้อ นายเริ่มทำก่อนเลยจะได้วัดว่าที่ฉันติวให้นายได้ผลมากน้อยแค่ไหน"


ผม : " นายเอามาจากไหนเนี่ย"

รินซัง : " ก็เกร็งข้อสอบที่น่าจะออกให้ไง"

ผม : " แล้วรินซังรู้ได้ไงว่าจะออกอะไร"

รินซัง : " ถามเยอะน่ารำคาญ เอาเป็นว่ากูเก่งจบไหม"


                กระดาษข้อสอบ 30 ข้อ เหมือนหนังชีวิตบัดซบ ฉายซ้ำไปซ้ำมามันยากซ้อนยากไล่อ่านจนงงไปหมดว่า นาย ก. นาย ข. นาย ค. เค้าคือใครทำไมรินซังถึงทำข้อสอบออกมาได้รวดเร็วอย่างนี้


ผม : " ทำไมต้องพรีเทสด้วย สอนเลยไม่ได้หรอ ยากฉิบหาย"

รินซัง : " แล้วรักแท้มันเอากันก่อน โดยไม่ต้องจีบได้ปะล่ะ"

ผม : " มึงก็คิดได้เนอะ"

รินซัง : " ถ้ากูเปิดหนังสือสอนมึง มึงก็ฟังผ่านๆ”

รินซัง : “ เหมือนรักที่เล่นไปวันๆ ไม่มีทางได้ความใจอย่างแท้จริงหรอก"

ผม : "..." # อึ้ง

รินซัง : " แต่ถ้ามึงเข้าใจ มึงจะไม่มีวันผิดพลาดกับข้อสอบข้อเดิมไม่ว่าจะพลิกแพลงมาแบบไหน ความรักก็เช่นกัน"

ผม : " เออ กูเสร็จแล้ว"


                ผลตรวจออกมาว่าเต็ม 30 ข้อ ผมได้ 6 คะแนน โดนบ่นจนหูชาไปสามตลบ รินซังหน้าตาจริงจังจนผมเริ่มกลัวแต่เค้าก็ไม่ปริปากพูดจาทำร้ายจิตใจผมออกมาทั้งๆ ที่ผมก็รู้ตัวนะว่าผมโง่แค่ไหน


รินซัง : " มึงตั้งใจฟังที่กูสอนไหม สงสัยตรงไหนถามเลย อย่าปล่อยไว้"

ผม : " อืมมม" # เสียงยานครางบ่งบอกว่าง่วงเหลือทน


                รู้สึกถึงแรงสะบัดที่หัวเบาๆ แต่ทำให้หน้าทิ่มได้ผมเบิกตากว้างทันทีที่รู้สึกว่าโดนตบเข้าแล้วพยายามใช้ฝ่ามือตบหน้าเรียกสติ สมาธิกลับมารินซังลุกขึ้นมานั่งซ้อนหลังผมทันที


รินซัง : " กูอธิบายจนคอจะแตกแล้ว แมร่ง เสือกหลับอีกนะมึง"

ผม :" แล้วมึงย้ายมานั่งนี่ทำไม"

รินซัง : " กูขี้เกียจพูดดัง แล้วถ้ามึงไม่ตั้งใจเรียนกูได้ลงโทษง่ายๆ หน่อย" # กระซิบข้างหูยิ้มร้าย


            เสียงแหบต่ำราวกระกระซิบเบาๆ ใส่หูผม ทำให้อาการง่วงหายไปปลิดทิ้ง   เวลาที่รินซังโน้มตัวลงมาจับปากกาเพื่อเขียนไปอธิบายไป ระยะเราใกล้กันมากแผ่นหลังผมพิงอยู่ที่อกของรินซังได้พอดิบพอดี ใจผมเต้นรัวจนมันจะทะลุออกมาอยู่แล้ว ผมพยายามเพ่งสมาธิไปที่เรื่องที่เรียนไม่วอกแวกไปกับลมหายใจอุ่นที่รดต้นคอตลอดเวลา แขนที่พาดกอดผมไว้จากด้านหลังหรือเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นดังไม่แพ้กัน


  รินซัง : " กูว่าเนื้อหาครบแล้วนะ มึงเอาโพสเทสมาลองทำได้เลย 30 ข้อเหมือนเดิม"

ผม : " เออ"

รินซัง : " ขอกูพักสายตาแป๊บหนึ่ง"


พูดจบรินซังก็สอดแขนสองข้างมากอดผมจากด้านหลัง ก้มหน้าซบหลังผม ความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดกำลังกระเด็นหายไป

// “ ต้องไม่ตื่นเต้น สูดลมหายใจเข้าหายใจออก”

// “ เราต้องเพ่งสมาธิไปที่ข้อสอบ”

// “ เราจะไม่ทำให้รินซังผิดหวัง”

// “ ใจแมร่งจะเต้นอะไรหนักหนา”

// “ มึงก็ด้วยลูกรินน้อย อย่าเพิ่งตื่นมานะเว้ย”

         

          ผมไล่ทำไปทีละข้อๆ บรรยากาศเงียบสนิทเหมือนจิตใจผมแน่วแน่ขึ้นหลายๆ สิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ได้ถูกนำมาใช้กับข้อสอบเสียงพลิกหน้ากระดาษเป็นเพื่อนผม ในยามนี้ผมรู้สึกตัวตลอดและรู้สึกประหม่ามากที่ร่างรินซังกอดผมไว้แบบนี้ แม้ว่าจะพยายามยามพูดกับตัวเองให้ใจสงบแต่บางส่วนในร่างกายผมกลับไม่เชื่อฟัง


ผม : " เฮ้ยมึง ตื่นๆ กูเสร็จแล้ว" # ดิ้นตัวขลุกขลักในวงแขน

รินซัง : " อืมมม"

ผม : " รีบตรวจเลยมึง กูง่วงแล้ว"

รินซัง : " ง่วงห่าอะไร ถ้ามึงทำได้ไม่ถึง 20 ข้อ กูจะรื้อสอนใหม่หมด"

ผม : " โห้!! ไรวะ แล้วถ้ากูทำได้ถึง 20 ข้อ กูจะได้อะไร"

รินซัง : " มึงคิดไว้เลย แต่กูว่าไม่ได้หรอก"


                 รินซังโน้นตัวมาตรวจข้อสอบอย่างอ้อยอิ่ง ในขณะที่ใจผมร้อนรนพยายามข่มความตื่นตัวที่เกิดขึ้น คิดคำขอไปเรื่อยเพื่อให้สมองไม่เบลอจนเกินไป เพิ่งจะรู้สึกว่าวันนี้ร่างของรินซังโตกว่าผมมากเมื่อก่อนเรายังตัวเท่ากัน แต่ช่วงปีหลังๆ มารินจังเล่นกีฬาจนสูงใหญ่

// “ กูก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นปะ กูจะขอให้มึงคลานเป็นหมาคอยดูนะไอ้พี่บ้า”

// “ หรือจะขอนอนห้องนี้ดีนะ เดี๋ยวก็ไม่ได้นอนกันพอดีพรุ่งนี้ยิ่งสอบด้วย”

// “ ขอให้พาไปเดินซื้อของดีไหม จ่ายตังค์ให้ด้วยถล่มให้จนไปเลย”

// “ นึกออกแล้วขออะไรดี”

รินซัง: " มึงมีสมาธิตอนทำเปล่าเนี่ย"

ผม : " ก็ต้องมีซิว่ะ ข้อสอบยากขนาดนี้กูทำได้ก็โคตรเก่งแล้ว"

รินซัง : " แล้วทำไมไม่มีสมาธิตั้งแต่ต้นจนจบ ช่วงแรกๆ มึงก็ทำได้นิ ทำไมท้ายมึงเหมือนมั่วให้ผ่านๆ ไป"

ผม : " คือกูทำไม่ได้จริงๆ"

รินซัง : " หรอ ตอบ A รัว 5 ข้อเนี่ยนะ"

ผม : " กูทำได้บวกเดาไงตามความน่าจะเป็น มึงตรวจมาเลย”

ผม : “ จะได้แยกไปนอน ง่วงแล้ว"

รินซัง : " อะเอาไป อด!! ได้แค่ 19 ข้อว่ะ"

ผม : "..." # ผมทำหน้าเซ็ง

// “ กูว่าแล้วต้องไม่ถึง”

// “ เลยอด กู๊ดไนท์คิสเลย”


                 ผมยังทำหน้าเซ็งและคิดด่าตัวเองไปเรื่อย ส่วนรินซังก็เหมือนคนบ้าเดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวขำ อะไรมั่วไปหมดอารมณ์แบบนี้น่าจะพูดอะไรเพื่อให้กำลังใจบ้างนะ เอาแต่เงียบผมรวบตำราบนโต๊ะเตรียมจะกลับห้องตัวเอง เพราะนี่ก็ดึกมากแล้วรู้สึกแรงกอดที่เอวแน่นขึ้น เหมือนจะใช้แรงที่แขนเรียกผม


รินซัง : " ทำหน้าเป็นหมาหงอยเลยมึง เอางี้ถ้าพรุ่งนี้มึงไม่ตก”

รินซัง : “ กูพาไปช็อปปิ้งจ่ายให้ด้วยพอใจไหม"

ผม : " จริงนะ"

รินซัง : " เออ ปะเดี๋ยวกูไปส่งที่ห้อง"

ผม : " ห๊ะ!! ส่งทำไม กูไม่หลงหรอก"

รินซัง : " เออน่า ถามเยอะนะมึง"


                หนังสือในมือถูกรินจังรวบไปถือไว้แถมยังดึงมือผมไปทางเชื่อมข้างหลังอีกต่างหาก ทำไมวันนี้รู้สึกว่ารินจังใจดีจังทุกวันเอาแต่ทำหน้าเรียบตึงใส่ แต่วันนี้ไม่ขัดใจผมเลยหรือว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อเช้า มันคงมีความหมายสำหรับรินซังซินะหรือไม่ก็คงรู้สึกผิด ถึงได้ดีกับคนอย่างผมไม่รู้ว่าตอนนี้รินจังกำลังทำหน้ายังไงเห็นเดินเอาหนังสือไปวางไว้บนกระเป๋าให้ แล้วลากผมมาที่เตียง


รินซัง : " มึงนอนซะ" # ผลักผมลงนอน

ผม : "........."

รินซัง : " พักผ่อนเยอะๆ นะ พรุ่งนี้มึงได้มีสมาธิสอบ" # ห่มผ้าให้

ผม : " ไมวันนี้มึงใจดีจังวะ"

รินซัง : “ ถามเยอะนะมึง หลับตาสักทีซิ"

รินซัง : " ฝันดีนะมึง"


                ผมหลับตาลงอย่างคนว่าง่าย รินซังกระซิบคำว่าฝันดีเบาๆ ผมรู้สึกโหยหาโมเม้นนี้มานาน ตอนนี้ปากผมคงกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหวแล้ว  ไอสัมผัสอุ่นที่ริมฝีปากเบาๆ ที่รินจังประทับไว้ทำให้ผมใจเต้นแรง ริมฝีปากประทับอยู่เนินนานก่อนจะขยับตัวน้อยๆ อย่างคนห้ามใจ ผมรู้สึกไม่อยากเสียโอกาสรีบใช้แขนคล้องคอแล้วจูบตอบอย่างแผ่วเบาปากขยับอ้อยอิ่งราวกับอยากส่งความรู้สึกให้อีกฝ่ายได้รับรู้จูบหอมหวานชวนมวนท้องเหมือนมีกระแสไฟวิ่งอยู่ทั่วร่าง ก่อนรินซังจะผละออก


รินซัง : " ถ้ามากกว่านี้ คืนนี้มึงไม่ได้นอนแน่"

ผม : " อืม"

รินซัง : " กูไปนะ"


                ผมคว้าแขนไว้อีกครั้ง หน้ารินซังที่มองผมอยู่ตอนนี้เหมือนกำลังสงสัยผมลุกตัวขึ้นในระดับความเร็วแสงหอมแก้มรินซังไปเต็มแรงก่อนจะล้มตัวลงมานอนคลุมโปรงเพราะ แมร่งโคตรเขินกูทำอะไรลงไปเนี่ย

รินซัง : " มึงนี่เด็กเนอะ งั้นกูนอนนี่เลยละกัน" # แทรกตัวเข้าผ้าห่ม



@ ตอนเช้า

คุณแม่ : "สายแล้ว คุณรินทั้งสองยังไม่มีใครลงมาเลยเหรอสมศรี"

สมศรีสาวใช้ : "ยังค่ะ เห็นว่าเมื่อคืนติวหนังสือห้องคุณพี่ค่ะ คงจะดึก"

คุณแม่ : "ยังงั้นเหรอ เดี๋ยวฉันขึ้นไปดูหน่อยแล้วกัน" # ยิ้มถูกใจ

 

เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย “ ประวัติรถ Lamborghini”

                Ferruccio Lamborghini เกิดในตระกูลชาวนาเขาได้มีความสนใจในด้านเครื่องยนต์เป็นพิเศษดัดแปลงเครื่องจักรกลที่ใช้ในไร่นาจนพ่อเห็นถึงความพยายามของลูกชายจึงส่งไปเรียนวิศวกรรมศาสตร์อุตสาหกรรมจักรกล หลังจากที่เรียนจบไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขารับใช้ชาติทำงานให้กับฐานทัพอากาศอิตาลี หลังสงครามสิ้นสุดเขาได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิด

                เริ่มต้นซ่อมแซมรถแทรกเตอร์ของอิตาลีที่ใช้อะไหล่จากยวดยานของทหารและนี่เองคือจุดเริ่มต้นในการตั้งโรงงานแทรกเตอร์ในชื่อว่า Lamborghini TrattoriS.p.A. ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นบริษัทผลิตรถแทร็กเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและยังเป็นเจ้าของกิจการเครื่องปรับอากาศอีกด้วย Lamborghini เริ่มมีฐานะมั่งคั่งและยังคงไม่ลืมความฝันในวัยเด็กของเขา จึงเริ่มซื้อ Alfa Romeo, Maserati, Jaguar, Aston Martin, Corvette และ Ferrari รถยนต์เหล่านี้กำเนิดขึ้นในยุค 1950-1960 มีเครื่องยนต์ที่ให้แรงม้ามากกว่ารถทั่วไปและควบคุมได้ยาก เขามักจะควบ Ferrari 250GT วนเล่นรอบโรงงานของเขาและรู้สึกว่าเจ้าม้าลำพองนี้ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด

ทั้งในเรื่องการควบคุมและส่วนของการให้บริการ จึงขับพุ่งตรงเพื่อไปพบกับ Enzo Ferrari ด้วยตัวเองและเปิดใจในเรื่องที่เขารู้สึกย่ำแย่ที่มีต่อรถ Ferrari แต่ได้ถูก Enzo Ferrari ตอกกลับว่า Lamborghini เป็นเพียงแค่คนบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อะไรเลยในเรื่องที่เกี่ยวกับรถสปอร์ตต่างกับเขาที่มีอยู่เต็มในสายเลือด

ด้วยแรงฮึด Lamborghini จึงอยากสร้างรถของตัวเองให้ดีกว่ารถ Ferrari ภายใต้ชื่อAutomobili Lamborghini ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี 1962 ซึ่งโรงงานห่างจาก Ferrari เพียงแค่ 15 กิโลเมตรเท่านั้น ต่อจากนั้นค่ายรถยนต์เจ้าของสัญลักษณ์กระทิงเปลี่ยวก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการรถสปอร์ตในยุโรป ให้ได้ตื่นตะลึงกับรูปแบบของตัวรถ Lamborghini และเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ การวางตำแหน่งเครื่องและการบังคับควบคุมที่วิศวกรและนักขับทดสอบของบริษัทร่วมกันคิดค้นและพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์เป็น Lamborghini 350 GTV

(CR. Ayingzaza.wordpress.com Page)





ราคา : 280.00
ราคา : 180.00
 
 
  นิยายลดราคา
 
รหัสสินค้า : E002
ชื่อสินค้า : ซีรี่ย์ อ่อยรัก
ราคา : 299.00
ราคา : 200.00
 
รหัสสินค้า : RM002
ชื่อสินค้า : ซีรี่ย์ เผลอ
ราคา : 189.00
ราคา : 79.00
 
 
 
  นิยายพร้อมส่ง
 
รหัสสินค้า : BL001
ชื่อสินค้า : เกลียดดีนัก...จะทำให้รักมากมาย
ราคา : 220.00
ราคา : 180.00
 
รหัสสินค้า : BL002
ชื่อสินค้า : Yes or No
ราคา : 220.00
ราคา : 150.00
 
 
 

Copyright @ 2007-2014 by http://www.shop2thai.com 12677